วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อ. เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

http://www.music.mahidol.ac.th/journal/december2003/december.jpg
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2483 ที่จังหวัดกาญจนบุรี

ศึกษาที่ โรงเรียนทวีธาภิเศก โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา, จบปริญญาตรีนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, และปริญญาศิลปศาสตร์กิตติมศักดิ์จากสหวิทยาลัยทราวดี (วิทยาลัยครูกาญจนบุรี)

เริ่มงานเขียนครั้งแรกเมื่อเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เนื่องจากได้พบโคลงที่บิดาเขียนไว้เมื่อครั้งยังหนุ่ม จึงอยากเขียนได้เช่นนั้นบ้าง ผลงานมีทั้ง ร้อยกรอง และร้อยแก้ว เมื่อเรียนอยู่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยอยู่ชุมนุมวรรณศิลป์มาก่อน

เมื่อ พ.ศ. 2523 ได้รับรางวัลซีไรต์จากกวีนิพนธ์รวมเล่มเรื่องเพียงความเคลื่อนไหว

เมื่อ พ.ศ. 2536 ได้รับการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ สาขาย่อยกวีนิพนธ์ จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ


 ผลงานรวมเล่มบางส่วน
คำหยาด
เพียงความเคลื่อนไหว (กวีนิพนธ์รางวัลซีไรต์ พ.ศ. 2523)
ชักม้าชมเมือง
ประคำกรอง
วารีดุริยางค์
อาทิตย์ถึงจันทร์
เพลงขลุ่ยเหนือทุ่งข้าว
จารึก ร.ศ. ๒๐๐
เพลงขลุ่ยผิว
กรุงเทพทวารวดี
แว่วไหลในสายลม
ที่นี่ขัดข้องหนอ
ดาบที่หมกอยู่ในจีวร
ดังนั้นฉันจึงเขียน
แผ่วผ่านธารน้ำไหล
เจ้าประคุณเอ๋ย
นกขมิ้น
หยุดสักนิด คิดสักหน่อย หมุดหมายที่ ๑
หนึ่งได้แรงใจ




"บนลานอโศก"เป็นผลงานในยุคแรกๆลงตีพิมพ์ในหนังสือรวมบทกวี"คำหยาด"สะท้อนถึงลักษณะงานในยุคแรกของเขา ที่เน้นความงามของภาษา ความรัก สายลม แสงแดด กวีบทนี้มีวรรคทองเกี่ยวกับความรักที่บางคนจำได้ขึ้นใจhttp://www.oknation.net/blog/home/blog_data/440/1440/blog_entry1/blog/2007-05-20/comment/40177_images/6.gif
บนลานอโศก

หยาดน้ำแก้วเกาะกลิ้งกิ่งอโศก

โลกทั้งโลกลอยระหว่างความว่างเปล่า

มีความรื่นร่มเย็นแผ่เป็นเงา

ลมแผ่วเบาบอกลำนำคำกวี


เราพบกันฝันไกลในความรัก

เริ่มรู้จักซึ้งใจในทุกที่

มีแต่เรามิมีใครในที่นี้

ใบไม้สีสดสวยโบกอวยชัย


อยากให้รู้ว่ารักสักเท่าฟ้า

หมดภาษาจะพิสูจน์พูดรักได้

เต็มอยู่ในความว่างกว้างและไกล

คือหัวใจสองดวงห่วงหากัน

 
หลับตาเถิดที่รักเพื่อพักผ่อน

ฟังเพลงกลอนพี่กล่อมถนอมขวัญ

ใจระงับรับใจในจำนรรจ์

ต่างแพรพันผูกใจห่มให้นอน


โอ้ดอกเอ๋ยดอกโศกตกจากต้น

เปียกน้ำฝนปนทรายปลายเกษร

โศกสำนึกหนาวกมลคนสัญจร

นกขมิ้นเหลืองอ่อนจะร่อนลง


เมตตาแล้วแก้วตาอย่าทิ้งทอด

ช่วยให้รอดอย่าปล่อยบินลอยหลง

จะหุบปีกหุบปากฝากใจปลง

จะเกาะกรงแก้วกมลไปจนตาย

 
งามเอยงามนัก

แฉล้มพักตร์ผ่องเหมือนเมื่อเดือนฉาย

งามตาค้อนคมเยื้องชำเลืองชาย

ลักยิ้มอายแอบยิ้มงามนิ่มนวล

 
จะห่างไกลไปนิดก็คิดถึง

ครั้นดื้อดึงโดยใจก็ไห้หวน

ถนอมงามห้ามใจควรไม่ควร

ให้ปั่นป่วนไปทุกยามนะความรัก

 
ผีเสื้อทิพย์พริบพร้อยลอยแตะแต้ม

เผยอแย้มยิ้มละไมใจประจักษ์

ทุกกิ่งก้านมิ่งไม้เหมือนทายทัก

ร้อยสลักใจเราให้เฝ้ารอ

 
ฝันถึงดอกบัวแดงแฝงผึ้งภู่

คล้ายพี่อยู่เป็นเพื่อนในเรือนหอ

ชื่นเสน่ห์เกษรอ่อนละออ

โอ้ละหนอหนาวนักเอารักอิง

 
ในห้วงความคิดถึงซึ่งเงียบเหงา

ใจสองเราเลื่อนลอยอย่างอ้อยอิ่ง

คอยคืนวันฝันเห็นจะเป็นจริง

โลกหยุดนิ่งแนบสนิทในนิทรา


ร่มอโศกสดใสในความฝัน

ร่มนิรันดร์ลานสวาทปรารถนา

ร่มลำธารสีเทาเจ้าพระยา

และร่มอาณาจักร.....ความรักเรา


เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

ประวัติ วงคาราบาว


ก่อตั้ง

วงคาราบาวเกิดจากการก่อตั้งโดยนักเรียนไทยที่ฟิลิปปินส์ 3 คน คือ ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด) กับ กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร (เขียว) และ สานิตย์ ลิ่มศิลา (ไข่) ขึ้นที่นั่น ในปี พ.ศ. 2523 โดยคำว่า "คาราบาว" เป็นภาษาตากาล็อก คือภาษาพื้นเมืองของฟิลิปปินส์ แปลว่า "ควาย" ซึ่งทางฟิลิปปินส์ถือเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นเกษตร โดยหมายจะเป็นวงดนตรีที่มีเนื้อหาเพื่อชีวิต
เมื่อกลับมาเมืองไทย แอ๊ดและเขียวได้ร่วมกันเล่นดนตรีในเวลากลางคืน โดยกลางวันแอ๊ดทำงานอยู่ที่การเคหะแห่งชาติ เขียวทำให้กับบริษัทฟิลิปปินส์ที่มาเปิดในประเทศไทย ส่วนไข่ก็ได้แยกตัวออกไป ทั้งคู่ออกอัลบั้มชุดแรกของวง ในชื่อ "ขี้เมา" เมื่อปี พ.ศ. 2524 ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จนัก
ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 ได้มีสมาชิกในวงเพิ่มขึ้นมาอีก 1 คน คือ ปรีชา ชนะภัย (เล็ก) จากวงเพรซซิเด้นท์ และออกอัลบั้มเป็นชุดที่ 2 ในชื่อ "แป๊ะขายขวด" ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จอีก

[แก้]รุ่งเรือง

คาราบาว เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในอัลบั้มชุดที่ 3 ในปี พ.ศ. 2526 จากอัลบั้ม "วณิพก" ด้วยเพลงชื่อเดียวกับอัลบั้ม โดยมีเนื้อหาที่แปลกแผกไปจากเพลงในยุคนั้น ๆ และดนตรีที่เป็นท่วงทำนองแบบไทย ๆ ผสมกับตะวันตก มีจังหวะที่สนุกสนาน ชวนให้รู้สึกคึกคัก เต้นรำได้
คาราบาวประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในปลายปี พ.ศ. 2527 เมื่อออกอัลบั้มชื่อว่า "เมดอินไทยแลนด์" เป็นอัลบั้มชุดที่ 5 ซึ่งทำยอดขายได้ถึง 5 ล้านตลับ ซึ่งเป็นสถิติยอดจำหน่ายอัลบั้มเพลงของศิลปินไทยที่สูงที่สุดไม่มีใครทำลายได้มาจนปัจจุบัน และเมื่อจัดคอนเสิร์ตใหญ่ ก็มียอดผู้ชมถึง 6 หมื่นคน
โดย คาราบาว ในยุคนั้นเรียกว่ายุคคลาสสิค มีสมาชิกในวงทั้งสิ้น 7 คน ประกอบด้วย
ระหว่างปี พ.ศ. 2527 - พ.ศ. 2533 เรียกได้ว่าเป็นปีทองของคาราบาว โดยมีแอ๊ดเป็นผู้นำ โดยออกอัลบั้มออกมาทั้งหมด 5 ชุด ทุกชุดประสบความสำเร็จทั้งหมด ได้เล่นคอนเสิร์ตที่อเมริกาและยุโรปหลายครั้ง มีหลายเพลงที่ฮิตติดอยู่ในความทรงจำของแฟน ๆ จนปัจจุบัน เช่น เมดอินไทยแลนด์, เจ้าตาก, หำเทียม, มหาลัย, เรฟูจี, บาปบริสุทธิ์, แม่สาย, ทับหลัง, สัญญาหน้าฝน เป็นต้น อีกทั้งได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการเพลงไทยในด้านต่าง ๆ เช่น
  • เป็นศิลปินไทยกลุ่มแรกที่มีโฆษณาลงในปกอัลบั้มและได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ ในสังคม
  • การแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของวง ที่ชื่อ "ทำโดยคนไทย" ในปี พ.ศ. 2528 นับเป็นคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ครั้งแรกของศิลปินเพลงไทย และเป็นครั้งแรกด้วยที่มีการแสดงดนตรีในเวทีกลางแจ้ง
  • อัลบั้ม เมด อิน ไทยแลนด์ แม้จะไม่มีมิวสิกวีดีโอ แต่เมื่อเพลงได้ถูกเผยแพร่ออกไป และได้รับความนิยม ทางรัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในเนื้อหา จึงได้จัดทำมิวสิกวีดีโอขึ้นมาต่างหาก เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้คนไทยใช้ของไทย
  • เพลงบางเพลงที่มีเนื้อหาส่อเสียด มักจะถูกสั่งห้ามเผยแพร่ออกอากาศเสมอ ๆ ในแต่ละอัลบั้ม

[แก้]แยกย้ายและในปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. 2533 สมาชิกในวง 4 คน คือ เขียว เทียรี่ อ.ธนิสร์ และเป้า ได้แยกตัวเป็นอิสระออกไป และทางวงก็ได้รับสมาชิกเพิ่มมา มาแทนที่ตำแหน่งที่ออกไป และยังคงออกอัลบั้มต่อมา และเทียรี่ที่แยกตัวออกไป ก็ได้กลับมาร่วมวงอีกครั้ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 คาราบาวก็ได้ออกอัลบั้มชุดพิเศษ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของสมาชิกชุดเดิม 7 คน ในชื่อชุด "15 ปี คาราบาว หากหัวใจยังรักควาย" โดยออกมาถึง 2 ชุด ด้วยกัน
สมาชิกในยุคปัจจุบัน (จากซ้าย) อ้วน, หมี, อ๊อด, เล็ก, แอ๊ด, เทียรี่, ดุก, โก้, น้อง (เป็นอดีตสมาชิกไปแล้ว)
แต่หลังจากปี พ.ศ. 2540 ชื่อเสียงและความนิยมของวงคาราบาวเริ่มสร่างซาลง เนื่องจากกระแสดนตรีที่เปลี่ยนไป แต่วงก็ยังคงผลิตผลงานออกมาอยู่อย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2545 คาราบาว กลับมาเป็นที่ฮือฮาอีกครั้งของสังคม เมื่อวงโดยแอ๊ดมีสินค้าของตัวเองออกมาจำหน่าย เป็นเครื่องดื่มชูกำลัง ยี่ห้อ "คาราบาวแดง" ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และวงก็ได้ออกอัลบั้มชุดที่ 23 คือ "นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่" มาพร้อมกัน
จนถึงปัจจุบันนี้ คาราบาวมีอัลบั้มทั้งสิ้น 26 ชุด ไม่นับรวมถึงอัลบั้มพิเศษของทางวงหรือของสมาชิกในวง หรือบทเพลงในโอกาสพิเศษต่าง ๆ ซึ่งถ้าหากนับรวมกันแล้วคงมีไม่ต่ำกว่า 100 ชุด มีเพลงไม่ต่ำกว่า 1,000 เพลง เป็นวงดนตรีที่ได้รับการกล่าวขานมากที่สุดทั้งในวงการดนตรีทั่วไปและวงการเพลงเพื่อชีวิต เป็นที่รู้จักของผู้คนในสังคมทุกเพศ ทุกวัย ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้ฟังเพลง หรือผู้ที่นิยมในเพลงเพื่อชีวิตเท่านั้น จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น "ตำนานเพลงเพื่อชีวิต"
ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2553 มีกระแสข่าวออกมาว่า นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้เข้าซื้อกิจการทั้งหมดของคาราบาว เพื่อผลประโยชน์ด้านการเมือง และเพื่อให้การบริหารจัดการในวงมีความคล่องตัวมากขึ้น แต่นายวินิจ เลิศรัตนชัย ผู้บริหารบริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด ในฐานะผู้จัดมหกรรมดนตรี 30 ปี คาราบาว ซึ่งเป็นการแสดงดนตรีของคาราบาวในวาระครบรอบ 30 ปีของวง ซึ่งจะแสดงเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ตลอดทั้งปี พ.ศ. 2554

ประวัติ สหายพันตา


สุรชัยเกิดที่อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2491 ในครอบครัวชาวไทยเชื้อสายเขมร เป็นบุตรชายคนที่ 4 ของนายยุทธและนางเล็ก จันทิมาธร มีชื่อเล่นว่า "หงา" ซึ่งเป็นภาษาเขมรมีความหมายถึง เด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ที่น่ารัก (มีชื่อเดิมว่า องอาจ แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สุรชัย ตามชื่อของสุรชัย ลูกสุรินทร์นักมวยไทยที่มีชื่อเสียงที่สุรชัยชื่นชอบ) [1] อูซ้บ(น้าหงา บิดารับราชการเป็นครูใหญ่โรงเรียนรัตนบุรี ดังนั้นจึงเป็นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านของสุรชัยมาตั้งแต่เด็ก ๆ ที่เมื่อโตขึ้นมาได้เข้ากรุงเทพ ฯ เพื่อเรียนต่อในด้านศิลปะที่วิทยาลัยช่างศิลป์ และได้รู้จักกับนักคิด นักเขียนคนอื่น ๆ ที่ต่อมากลายมาเป็นนักเขียนชั้นแนวหน้าคนอื่น ๆ ของประเทศ เช่น สุวรรณี สุคนธาสุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นต้น ซึ่งการเป็นนักเขียนของสุรชัยเริ่มต้นขึ้นที่นี่
ในปี พ.ศ. 2516 สุรชัยได้ร่วมกับ วีระศักดิ์ สุนทรศรี (แดง) ก่อตั้งวงท.เสนและสัญจร ขึ้น และเมื่อปี พ.ศ. 2517 ได้รวมกับวงบังคลาเทศ แบนด์ ของมงคล อุทก (หว่อง) และทองกราน ทานา เปลี่ยนเป็นวงคาราวาน สุรชัยได้แต่งเพลงเพื่ออุทิศให้กับบุคคลสำคัญของไทยหลายคน เช่น จิตร ภูมิศักดิ์ปรีดี พนมยงค์สืบ นาคะเสถียร และรงค์ วงษ์สวรรค์
หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา สุรชัยและพรรคพวกบางส่วนได้หลบหนีเข้าป่าไปอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเฉกเช่นนักศึกษาและปัญญาชนคนอื่น ๆ โดยสุรชัยทำหน้าที่คอยให้ความบันเทิง ร้องเพลง โดยมีชื่อจัดตั้งว่า "สหายพันตา"
เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองสงบลง สุรชัยและพรรคพวกได้เดินทางออกจากป่า และได้แต่งเพลงซึ่งเป็นเพลงอมตะของคาราวานและสุรชัย บอกเล่าถึงสภาพจิตใจที่ออกจากป่ามาสู่เมือง คือเพลง คืนรัง ซึ่งเป็นเพลงที่แต่งก่อนขึ้นแสดงดนตรีเพื่อการกุศลของยูนิเซฟ โดยใช้เวลาแต่งเพียง 5 นาที แต่ได้ชื่อว่าเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดเพลงหนึ่งเลยทีเดียว

[แก้]

อัศนี พลจันทร์ ( สหายไฟ )

บทกวี ของนายผี อัสนี พลจันทร์ ( สหายไฟ )


 
ค้นไปเจอผลงาน ของ นายผี อัสนี พลจันทร์ ( สหายไฟ )
ผู้แต่งเพลงเดือนเพ็ญ   เลยเอามาฝากครับ

ใครใดในโลกนี้ เป็นไฉน
ใช่พ่อนายผีไย ขยาดเว้น
ทำชั่วบ่ชอบใจ จักด่า
ทำชอบชนเชยเต้น แต่งแกล้งกลอนสวย
 
--------------------------------------------------
ไม่มีอำนาจใดใดในโลกหล้า
ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาปสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน
ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป

เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่
ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ
ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

------------------------------------------------------
นายผีใช่ภูตเพื่อ ผลีผลาม
เพราะใช้ชื่อนายผี ผิดแท้
คือองค์อิศวรสาม เนตรนั่นนะพ่อ
นายพวกผีเพื่อแก้ เก่งผี
นายปวงปีศาจต้อง ภูเต ศวรแฮ
ปีศาจบดีทวี ภูตไหว้
กบาลเหล่ากเล วรห้อย คอฮา
รุทรากษเล็งร้ายให้ ฉิบหาย
ผิเป็นผีเพื่อผู้ บาปผละ
เป็นภาพผีฟ้าฝาย แผ่นฟ้า
ผินโกรยแก่บุณยสะ สมบาป
คือพวกผีข้าอ้า อดสู
 
----------------------------------------------------------
ส่วนข้างล่างนี้เป็นกาพย์ยานี ครับ
 
"ขุดเหล็กที่กลางเขา มาเคี่ยวเข้าจนเป็นยาง

ซัดยาอยู่คว้างคว้าง ก็เอาขึ้นประโคมตี

เป็นดาบอันคมเขียว แลเนื้อเหนียวกระเด็นดี

ชุบอาบจนปลาบปรี ดิเพราะได้ดุจดังใจ

เอาไม้ตะเคียนมา ให้เป็นด้ามก็ดูไกร

ผมพรายประจุไป ก็ประสาทแก่ศิษย์หา

นายจันทรจึงเอาใย แมลงมุมนั้นโยนมา

หงายคมจะให้คา ก็กลับขาดไปกลางคม

คืนแรมสิบสี่ค่ำ แลมืดทั่วบุรีรมย์

ควงวงเป็นกงกลม ก็สว่างดั่งกลางวัน

ชักออกมาทีไร เป็นได้เลือดอยู่ครามครัน

สมใจพนายจันทร ก็ลาจากอาจารย์มา

แสนพลพะม่าพัง กะทั่งกาญจนบุรีรา

ชาแสร้งให้อาสา ก็สำเร็จประสงค์สม

ตีพลพะม่าแตก เตลิดแล่นไปเพียงลม

คืนเข้ามาบังคม ก็บำเหน็จให้หนักหนา

ให้เป็นพระยาพล แลคุมพลโยธา

ให้รั้งอยู่รักษา สำหรับกาญจนบุรีเรือง"
-----------------------------------------------------------------
กาพย์ชิ้นนี้อยู่ในหนังสือชื่อ "ความเปลี่ยนแปลง" ของนายผี
เขียนขึ้นเพื่อบอกเล่าถึงความเป็นมาของตระกูล "พลจันทร์"


เห็นบอกว่า คนที่มีหนังสือเล่มนี้อยู่คนหนึ่ง
คือเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ หรือ "น้าเนาว์"
คนเมืองกาญจน์
ว่ากันว่า "หวงนักหวงหนา"
-------------------------------------------------------------------
"ถ้าผู้ชายคนหนึ่งเทใจทุ่มชีวิตให้กับอะไรสักอย่าง กระทั่งนิยามความถูกต้องดีงามไว้กับสิ่งนั้น ชัยชนะในเรื่องนี้ย่อมหมายถึงการเดินทางไปพบกับความครบถ้วนของตัวตนในเบื้องลึกของความรู้สึก ส่วนการพ่ายแพ้ ย่อมไม่อาจเป็นอื่นนอกจากการถอนราก ถอนโคนชีวิตของเขา..." - เสกสรรค์ ประเสริฐกุล พูดถึงนายผี

อัศนี พลจันทร หรือ สหายไฟ เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2461 ที่บ้านท่าเสา ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี บิดาคือพระมนูกิจวิมลอรรถ (เจียร พลจันทร) มารดา - สอิ้ง พลจันทร ซึ่งหากสืบเชื้อสายบิดาขึ้นไปจนถึงสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี จะพบว่าต้นตระกูลคือ พระยาพล เดิมชื่อนายจันทร์ เคยรบกับพม่า จนได้ชัยชนะและเป็นผู้รั้งเมืองกาญจนบุรีในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จบชั้นมัธยม 5 แล้วศึกษาต่อจนจบชั้นมัธยม 8 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2479 ความสนใจในศิลปะวรรณคดีเริ่มต้นจริงจังในช่วงที่ศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นามปากกา 'นายผี' (นาย = เจ้านาย / ผี แทน ชนชั้นทุกที่เอาเปรียบ) ถือกำเนิดในปี 2484 เมื่อ อัศนี พลจันทร ได้เป็นคนควบคุมคอลัมน์กวี ในนิตยสารรายสัปดาห์ 'เอกชน' และมีงานเขียน-บทกวี

เริ่มรับราชการครั้งแรกเป็นอัยการผู้ช่วยชั้นตรี เมื่อ 21 กรกฎาคม 2484 ก่อนถูกกลั่นแกล้งเนรเทศให้ไปอยู่ปัตตานี เนื่องจากปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวดโดยไม่ไว้หน้าผู้มีอำนาจยามนั้น

ครั้นมาอยู่ปัตตานีได้ 2 ปี ก็ถูกสั่งย้ายอีก ด้วยทางการระแคะระคายว่าให้การสนับสนุนชนชาวมลายูต่อต้านรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม ครั้งนี้ให้ไปที่สระบุรี ผ่านไป 4 ปีเศษ มีคำสั่งให้ย้ายไปอยู่อยุธยา เนื่องจากกรณีขัดแย้งกับข้าหลวง จากนั้นถูกสั่งให้กลับมาประจำกองคดี กรมอัยการ กระทรวงมหาดไทย เหตุเพราะความเป็นคนตรงไปตรงมา ก็ทำให้ผู้คนประจำกองฯ มากราย เหม็นขี้หน้า เนื่องจากเขาจัดการยกเลิกอภิสิทธิ์ กรณีรับเงินเดือน ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจลาออกเมื่อสิ้นปี 2495 เขาตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในนาม "สหายไฟ" ต่อสู้จนเสียชีวิตที่ประเทศลาว และได้มีการนำกระดูกกลับสู่แผ่นดินแม่เมื่อ 22 พฤศจิกายน 2540

ช่วงชีวิต ของอัศนี พลจันทร มีงานเขียน บทกวี มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบทกวีที่ชื่อ อีศาน ที่ลงพิมพ์ในสยามสมัย นับเป็นบทกวีที่ลื่อเลื่อง จนกลายเสมือนเป็นตัวแทนนายผี และจิตร ภูมิศักดิ์ ยกย่องกวีบทนี้ว่า ตีแผ่ความยากเข็ญของชีวิตและปลุกเร้าวิญญาณการต่อสู้ของประชาชนได้อย่างเพียบพร้อม มีพลัง ทั้งเชิดชูนายผีเป็น "มหากวีของประชาชน"
บทกวี : อีศาน
      ในฟ้าบ่มีน้ำ
น้ำตาที่ตกราย
ในดินซ้ำมีแต่ทราย
ก็รีบซาบบ่รอซึม
แดดเปรี้ยงปานหัวแตก
แผ่นอกที่ครางครืม
แผ่นดินแยกอยู่ทึบทึม
ขยับแยกอยู่ตาปี
      มหาห้วยคือหนองหาน
ย้อมชีพคือลำชี
ลำมูลผ่านเหมือนลำผี
อันตำแรกอยู่รีรอ
แลไปสะดุ้งปราณ
คิดไปในใจคอ
โอ! อีศาน, ฉะนี้หนอ
บ่อค่อยดีนี้ดังฤๅ? 
      พี่น้องผู้น่ารัก
ยืนนิ่งบ่ติงคือ
น้ำใจจักไฉนหือ?
จะใคร่ได้อันใดมา?
เขาหาว่าโง่เง่า
รักเจ้าบ่จางฮา! 
แต่เพื่อนเฮานี่แหละหนา
แลเหตุใดมาดูแคลน
      เขาซื่อสิว่าเซ่อ
ฉลาดทานเทียมผู้แทน
ผู้ใดเน้อจะดีแสน
ก็เห็นท่าที่กล้าโกง
กดขี่บีฑาเฮา
เที่ยววิ่งอยู่โทงเทง
ใครนะเจ้า? จงเปิดโปง
เที่ยวมาแคะให้ทรมาน
      รื้อคิดยิ่งรื้อแค้น
เสียตนสิทนทาน
ละม้ายแม้นห่าสังหาร
ก็บ่ได้สะดวกดาย
ในฟ้าบ่มีน้ำ!
น้ำตาที่ตกราย
ในดินซ้ำมีแต่ทราย
คือเลือดหลั่ง! ลงโลมดิน
      สองมือเฮามีแฮง
สงสารอีศานสิ้น
เสียงเฮาแย้งมีคนยิน
อย่าทรุด, สู้ด้วยสองแขน!
พายุยิ่งพัดอื้อ
อีศานนับแสนแสน
ราวป่าหรือราบทั้งแดน
สิจะพ่ายผู้ใดหนอ? ฯ
(สยามสมัย - ๒๔๙๔)
หากพูดเพลง 'คิดถึงบ้าน' หรือที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันในชื่อเพลง 'เดือนเพ็ญ' ถ้าจะถือเป็นเพลงเพื่อชีวิตเพลงหนึ่ง ก็สมควรจะเรียกได้ว่าเป็น สุดยอดเพลงเพื่อชีวิต ก็ว่าได้

ผมเชื่อว่าน้อยคนเหลือเกินที่ร้องเพลงนี้ไม่ได้ และน้อยคนเหลือเกินที่ได้ฟังเพลงนี้แล้วจะรู้สึกเฉยๆ กับความหมายที่กินใจที่เพลงสื่อออกมา เพราะ 'มหากวีของประชาชน' อย่าง นายผี เขียนเพลงนี้เพราะความรู้สึกคิดถึงบ้านของตัวเขาเองจริงๆ

เพลง 'คิดถึงบ้าน' หรือ 'เดือนเพ็ญ' อาจนับได้ว่า เป็นเพลงที่ถูกบันทึกเสียงและขับขาน ในวาระต่างๆ มากที่สุดในห้วงทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งเป็นเพลงที่ทำให้ชื่อนายผี - อัศนี พลจันทร เป็นที่รู้จักและจดจำในวงกว้าง

สุรชัย จันทิมาธร (หงา คาราวาน) เป็นคนนำเพลงนี้ออกมาจากราวป่า และบันทึกเสียงครั้งแรกในนามวงคาราวาน กับอัลบั้มชุด "บ้านนาสะเทือน" เมื่อปี 2526 ต่อมาในปี 2528 ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด คาราบาว) นำมาบันทึกเสียงอีกครั้งในนาม แอ๊ด คาราบาว กับอัลบั้มชุด"กัมพูชา" และได้เปลี่ยนชื่อเพลงเป็น 'เดือนเพ็ญ' พร้อมทั้งสลับท่อนเนื้อร้องแต่เดิม

หลังจากนั้น มีผู้นำเพลงนี้ไปบันทึกเสียงอีกนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งในอัลบั้มปกติและอัลบั้มบันทึกการแสดงสด อาทิ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์, คนด่านเกวียน, อัสนี-วสันต์ โชติกุล, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, วงโฮป, คีตาญชลี, นรีกระจ่าง คันธมาศ, สายัณห์ สัญญา, สุนารี ราชสีมา, ยอดรัก สลักใจ, มนต์สิทธิ์ คำสร้อย ฯลฯ

หงา คาราวาน บันทึกถึงที่มาของเพลงนี้ว่า "...ที่สนามรบก่อนเกิดศึกใหญ่ (หมายถึงยุทธการล้อมปราบในเขตน่านเหนือ) ผมได้พบญาติพี่น้องซึ่งเป็นสายทางเขา (นายผี) เพลงคิดถึงบ้าน ถูกร้องให้ผมฟังโดยหมอตุ๋ย สหายหญิงผิวคล้ำ คนภาคกลางแถบราชบุรี ซึ่งเป็นญาติของเขา และบอกว่าเป็นเพลงที่นายผีแต่งขึ้นตั้งแต่พลัดบ้านพลัดเมือง ไปอยู่ที่กรุงปักกิ่ง เป็นเวลาเกือบ 30 ปี มาแล้ว"